งานวิจัย
โฮม
โครงสร้างการบริหาร
การดำเนินงาน
การบริการ
การจัดกิจกรรม
ระเบียบการ
บุคลากร
งานวิจัย

 

งานวิจัยที่ดำเนินการในโครงการศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก

1. การเฝ้าระวังและการควบคุมการติดเชื้อในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน : กรณีศึกษาศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยชียงใหม่

2. พัฒนาการของเด็กในโครงการศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Development of Children in Child Education Center Faculty of Nursing, Chiang mai University

3. รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

4. การปฏิบัติการควบคุมการติดเชื้อของบุคลากรในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Practice in lnfection Control of Personnel in the Small Child study Center Faculty of Nursing, Chiang Mai University.

 

 

1. การเฝ้าระวังและการควบคุมการติดเชื้อในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน : กรณีศึกษาศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยชียงใหม่

โดย   รศ.วิลาวัลย์ พิเชียรเสถียร  นางสมจิต เกียรติวัฒนเจริญ  นางจิราภรณ์ สายพรหมา  ผศ.สุธิศา ล่ามช้าง   ผศ.อุษณีย์  จินตะเวช

บทคัดย่อ

            การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังการติดเชื้อในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อลดการติดเชื้อและประเมินปัญหาที่จะนำไปสู่การควบคุมการแพรกระจายเชื้อในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน โดยทำการศึกษาในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์ดูแลเด็กก่อนวัยเรียน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยทำการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายน 2539 ถึง ธันวาคม 2540 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสร้างขึ้นโดยคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อของเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก  แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของเด็ก แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของบุคลากร แบบฟอร์มการเฝ้าระวังการติดเชื้อในสถานเลี้ยงเด็ก และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองเด็กต่อการดำเนินงานในเรื่องการเฝ้าระวังและการควบคุมการติดเชื้อในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะผู้วิจัยได้ทดลองใช้แบบฟอร์มและวิธีการเฝ้าระวังการติดเชื้อกับเด็ก 10 คน และปรับปรุงแก้ไข จึงนำมาใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อทำโดยพี่เลี้ยงเด็กทุกคน ในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนทั้งสองแห่งซึ่งผ่านการอบรมจากคณะผู้วิจัยและคณะผู้วิจัยดำเนินการควบคุมการติดเชื้อในศูนย์ศึกษาเด็กเล็กโดยการพิจารณาจากข้อมูลการเฝ้าระวังการติดเชื้อร่วมกับคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ และบุคลากรในศูนย์ฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย อุบัติการณ์การติดเชื้อ และการทดสอบไคว์สแควร์

            ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเฝ้าระวังและควบคุมการติดเชื้อในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก อุบัติการณ์การติดเชื้อของเด็กลดลงจาก 51.0% เป็น 36.1% ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยพบว่าเด็กที่ติดเชื้อ มีจำนวนครั้งและชนิดของโรคติดเชื้อลดลง เด็กทีรับบริการในศูนย์ฯ ตลอดปีมีการติดเชื้อ 1-12 ครั้ง เฉลี่ยคนละ 5.7 ครั้ง/ปี ส่วนการติเชื้อของเด็กในศูนย์ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนที่มีการเฝ้าระวังการติดเชื้อโดยไม่ได้เพิ่มกิจกรรมการควบคุมการติดเชื้อพบว่า มีอุบัติการณ์การติดเชื้อของเด็กลดลงจาก 44.2 เป็น 28.7 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นกัน แสดงว่า การเฝ้าระวังการติดเชื้อสามารถลดการติดเชื้อในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนลดลงได้ โรคติดเชื้อของเด็กที่พบบ่อยในสถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนทั้งสองแห่งคือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและโรคท้องร่วง โรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่พบคือ โรคติดเชื้อที่ผิวหนัง โรคติดเชื้อในช่องปาก โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง โรคติดเชื้อทางตา และโรคติดเชื้อที่มือ เท้าและปาก โดยระหว่างการศึกษาพบการระบาดของโรคสุกใสในศูนย์ศึกษาเด็กเล็กด้วย ในช่วงฤดูหนาวเด็กในสถานเลี้ยงเด็กทั้งสองแห่งมีการติดเชื้อสูงกว่าในฤดูฝนและฤดูร้อน เด็กที่เข้าอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กช่วง 2 เดือนแรกมีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงกว่าเมื่ออยู่นาน 3-6 เดือน และเด็กกลุ่มอายุ 12-24 เดือนเกิดการติดเชื้อบ่อยกว่าเด็กในช่วงอายุ 3-12 เดือน และ 24-36 เดือน ผู้ปกครองเด็กทุกคนเห็นด้วยว่า ศูนย์ศึกษาเด็กเล็กควรดำเนินการเรื่องการเฝ้าระวังและการควบคุมการติดเชื้อต่อไป

            สถานเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนทุกแห่งควรจัดให้มีโครงการเฝ้าระวังและควบคุมการติดเชื้อ  โดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรตามความเหมาะสมของสถานเลี้ยงเด็กนั้นทั้งในเรื่อง ขนาดและลักษณะสถานที่ จำนวนบุคลากร  จำนวนเด็กและงบประมาณ

2. พัฒนาการของเด็กในโครงการศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Development of Children in Child Education Center Faculty of Nursing, Chiang mai University

โดย  ผศ.นิตยา ไทยาภิรมย์   อาจารย์จุฑามาศ โชติบาง   นางสมจิต เกียรติวัฒนเจริญ   นางนพวรรณ รัตนดำรงอักษร

บทคัดย่อ

ลักการและเหตุผล

            โครงการศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้บริการดูแลเด็กเล็กแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี เป็นสถานศึกษาของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักศึกษาสถาบันอื่น มีวัตถุประสงให้เด็กที่รับบริการได้รับการดูแลสุขาภาพร่างกายและพัฒนาการที่ดีที่สุด จึงมีการประเมินพัฒนาการเด็ก ทุก 2-3 เดือน ในการประเมินต้องเลือกใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมคือ มีความเป็นมาตรฐาน ไม่ใช้เวลานาน สะดวกกับการนำไปใช้ การใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถแยกความแตกต่างของปัญหาพัฒนาการช้าหรือพัฒนาการปกติ ได้ดี

วัตถุประสงค์การวิจัย

            เพื่อศึกษาพัฒนาการเด็กโดยใช้แบบประเมินพัฒนาการของโรงพยาบาลราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ Denver II

วิธีการวิจัย

            เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บรวบรวมข้อมูลเด็กทุกคนในโครงการศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการของโรงพยาบาลราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ Denver II รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการ วิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติค่าร้อยละเชิงพรรณนา        

            เก็บข้อมูลเด็กในโครงการฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน 2545  จำนวน 74 คนอายุแรกเกิดถึง 36 เดือน ผลการวิจัยพบว่า

1.   พัฒนาการโดยรวม

1.1         พัฒนาการของเด็กเมื่อใช้  แบบประเมินพัฒนาการของโรงพยาบาลราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาการปกติร้อยละ 89.19 สงสัยช้า ร้อยละ 10.81 ในจำนวนนี้สงสัยช้า 1 ด้านทุกคน

1.2         พัฒนาการเด็กเมื่อใช้ แบบแระเมินพัฒนาการ Denver II  พัฒนาการปกติร้อยละ 90.54 สงสัยร้อยละ 9.46 ในจำนวนนี้สงสัยช้า 1 ด้านทุกคน

1.3         จำนวนเด็กมีพัฒนาการสงสัยช้าแตกต่างกัน 1 ราย ระหว่างพัฒนาการเมื่อใช้แบบประเมินของโรงพยาบาลราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข การพัฒนาการเมื่อใช้แบบประเมิน Denver II โดยพัฒนาการเด็กที่สงสัยช้าอยู่ในกลุ่มอายุ 12-18 เดือน

2.   พัฒนาการแยกตามรายด้าน

2.1         พัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมีจำนวนเด็กที่พัฒนาการปกติไม่แตกต่างกันทั้ง 2 แบบประเมิน

2.2         พัฒนาการด้านภาษา การช่วยเหลือตนเองและสังคมมีจำนวนเด็กที่พัฒนาการปกติแตกต่างกันเมื่อใช้แบบประเมินทั้ง 2 แบบ

3.   ข้อดีและข้อเสียของการใช้แบบประเมิน

3.1         แบบประเมินพัฒนาการของโรงพยาบาลราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิต และสังคมของกลุ่มประชากรที่ศึกษา ยืดหยุ่นสำหรับเด็กแต่ละคน มีแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการและมีการอธิบายพฤติกรรมที่ประเมินชัดเจนแต่ใช้เวลาประเมินนาน เด็กไม่ให้ความร่วมมือ วิธีการประเมินซับซ้อน

3.2         แบบประเมินพัฒนาการ Denver  II เหมาะสมกับวิถีชีวิตสังคมของกลุ่มประชากรที่ศึกษา สะดวกง่ายใช้เวลาสั้นในการประเมิน แต่คำอธิบายพฤติกรรมไม่ละเอียด พฤติกรรมบาง พฤติกรรมมีความยืดหยุ่นน้อยสำหรับเด็กแต่ละคน ไม่มีแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการที่สงสัยช้า 

ข้อเสนอแนะ

1.   มีการกำหนดนโยบายในการเลือกใช้แบบประเมินพัฒนาการในศูนย์ศึกษาเด็กเล็กสอนประเมินพัฒนาการโดยใช้แบบประเมินพัฒนาการแก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และนักศึกษา

2.   จัดให้มีการประเมินพัฒนาการเด็กเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

 

3. รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดย  รศ.วิลาวัณย์ พิเชียรเสถียร  นางสมจิต  เกียรติวัฒนเจริญ  ผศ.นิตยา  ไทยาภิรมย์  ผศ.วิมล ธนสุวรรณ  นางนพวรรณ  รัตนดำรงอักษร

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล เด็กวัยทารกและเด็กวัยหัดเดินจำนวนมากต้องใช้เวลาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กขณะที่บิดามารดาออกไปทำงานนอกบ้าน การส่งเสริมสุขภาพจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านและสถานเลี้ยงเด็ก วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก  คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วิธีการวิจัย  เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความยาว/ความสูง เครื่องมือในการประเมินและการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก DSI. กราฟมาตรฐานน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก แบบบันทึกภาวะสุภาพเด็ก แบบสอบถามความต้องการบริการ ด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็กและแบบวัดความพึงพอใจของผู้ปกครอง แบบวัดความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพและความพึงพอใจของบุคลากร ซึงคณะผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีและการจัดกลุ่มคำตอบ

ผลการวิจัย  เด็กที่รับบริการในศูนย์ศึกษาเด็กเล็กตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพ 58 คน อายุ 2-36 เดือน ส่วนใหญ่เป็นบุตรคนที่ 1 และมาจากครอบครัวที่บิดามารดาออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนใหญ่มีรายได้รวมของครอบครัวมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ผู้ปกครองทุกคนต้องการให้มีการบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็ก กิจกรรมที่ดำเนินการในโครงการส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ การส่งเสริมภาวะโภชนาการ การส่งเสริมการเจริญเติบโต การส่งเสริมพัฒนาการ การตรวจสุขภาพ การส่งเสริมทันตสุขภาพ การป้องกันอุบัติเหตุ การดูแลให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม การควบคุมโรคติดเชื้อ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ การให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองและการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากร หลังการดำเนินโครงการดังกล่าวพบว่า เด็กมีการเจริญเติบโต พัฒนาการภาวะโภชนาการและสุขภาพฟันดีขึ้น ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อบริการที่ได้รับมากขึ้น บุคลากรมีความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น และมีความพึงพอใจต่อบริการที่ดำเนินการในโครงการส่งเสริมสุขภาพเด็ก

ข้อเสนอแนะ  สถานเลี้ยงเด็กควรกำหนดเป็นนโยบายและจัดให้มีกิจกรรมการบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพเด็ก  นอกจากนี้การดูแลส่งเสริมสุขภาพควรทำอย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านและสถานเลี้ยงเด็ก

 

4. การปฏิบัติการควบคุมการติดเชื้อของบุคลากรในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Practice in lnfection Control of Personnel in the Small Child study Center Faculty of Nursing, Chiang Mai University.

โดย  อาจารย์  จุฑารัตน์  มีสุขโข  รศ.วิลาวัลย์  พิเชียรเสถียร  นางสมจิต  เกียรติวัฒนเจริญ   นางนพวรรณ รัตนดำรงอักษร

บทคัดย่อ

            การติดเชื้อเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในสถานเลี้ยงเด็ก การควบคุมและการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะบุคลากรที่ดูแลเด็ก การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการปฏิบัติการควบคุมการติดเชื่อของบุคลากรในศูนย์ศึกษาเด็กเล็ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แบบสอบถาม แบบบันทึกการสังเกตและแนวทางสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยคณะผู้วิจัยด้วยการสังเกตการปฏิบัติของบุคลากรและการสนทนากลุ่มระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน 2545 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละและการวิเคราะห์เนื้อหา

            ผลการวิจัยพบว่าบุคลากรในศูนย์ศึกษาเด็กเล็กมีการปฏิบัติตามหลักการควบคุมการติดเชื้อรวมร้อยละ 87.40 โดยมีการปฏิบัติตามในหมวดการเฝ้าระวังการติดเชื้อสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 99.0 รองลงมาได้แก่ หมวดการดูแลเรื่องอาหาร หมวดการดูแลสุขภาพเด็ก หมวดการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเด็ก หมวดการดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคลของเด็ก หมวดการดูแลความสะอาดและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม หมวดการปฏิบัติเมื่อเด็กมีการติดเชื้อ และหมวดการล้างมือคิดเป็นร้อยละ  98.45, 98.30, 93.40, 88.06, 87.00, 79.90 และ  41.74  ตามลำกับ ปัญหาและอุปสรรค์ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักการควบคุมการติดเชื้อคือ ความไม่เพียงพอในเรื่องความรู้ จำนวนบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องใช้ เด็กและผู้ปกครองไม่ให้ความร่วมมือ ห้องเด็กบางห้องมีอากาศถ่ายเทไม่ดีและมืด  และข้อปฏิบัติในการแยกเด็กป่วยไม่ชัดเจน โดยได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ศูนย์ศึกษาเด็กเล็กควรสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์เครื่องใช้ให้เพียงพอ ปรับปรุงสภาพห้องเด็ก จัดประชุมผู้ปกครอง จัดอบรมบุคลากรและกำหนดข้อปฏิบัติในการแยกเด็กป่วยให้ชัดเจน

            ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะให้ศูนย์ศึกษาเด็กเล็กมีการติดตามประเมินการปฏิบัติของบุคลากรตามหลักการควบคุมการติดเชื้อ และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่บุคลากรต่อไป นอกจากนี้ควรพัฒนาวิธีการที่จะกระตุ้นให้บุคลากรปฏิบัติตามหลักการมากขึ้น

 

 
 
 

โฮม | โครงสร้างการบริหาร | การดำเนินงาน | การบริการ | การจัดกิจกรรม | ระเบียบการ | บุคลากร | งานวิจัย

ไซท์นี้ได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุด06/07/50